วันเสาร์, มกราคม 23, 2553

รับมือ ‘เรอ-ตด’



‘สามัญประจำบ้าน’ แก้เกมอาการท้องไส้ปั่นป่วนจนทำให้รู้สึกอยากเรอหรือผายลมเพื่อขับความอัดอั้นออกจากร่างกายพร้อมกลิ่นและเสียงอันไม่พึงประสงค์

เริ่มจากการสังเกตตนเองว่า ทุกครั้งที่ดื่มนมมักจะมีอาการท้องอืดเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ เพราะถ้าท้องอืดหลังดื่มนมแสดงว่าร่างกายขาดเอนไซม์ในการย่อยนม ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มนม

ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่อง จากเป็นการเพิ่มก๊าซในระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย ถั่ว กระหล่ำปลี ดอกกระหล่ำ หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง บร็อกโคลี แอปเปิ้ล ลูกแพร์ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีลักษณะเป็นฟองฟู่ อาทิ เบียร์ โซดา และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ Carbonated แต่หากรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เข้าไปแล้ว การดื่มน้ำเปล่าก็พอจะช่วยบรรเทาได้บ้าง

นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอมเป็นเวลานานๆ หรือการสูบบุหรี่ รีบเคี้ยวรีบกลืนอาหารทั้ง ๆ ที่ยังถูกบดเคี้ยวไม่ละเอียดเพียงพอ และการสวมฟันปลอมที่ไม่กระชับเข้ารูปเหงือก เพราะจะทำให้ร่างกายกลืนเอาลมเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร

วันศุกร์, มกราคม 22, 2553

ดอกดาหลา




ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ดาหลาเป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายข่า มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า (rhizome) เหง้านี้ จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ในเวลา 1 ปี ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น เช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือลำต้นเทียม (pseudostem) ลำต้นเหนือดินสูง 2-3 เมตร มีสีเขียวเข้ม

ใบ
มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลายใบ และฐานใบ ใบไม่มีก้านใบ ผิวเกลี้ยงท้งด้านบนและด้านล่าง ใบยาว 30-80 เซ็นติเมตร กว้าง 10-15 เซนติเมตร ปลายใบ แหลมฐานใบเรียวลาดเข้าหาก้านใบ เส้นกลางใบปรากฏชัดทางด้านล่างของใบ

ดอก
ดอก ดาหลาเป็นดอกช่อมีลักษณะดอกแบบ (head) ประกอบด้วยกลีบประดับ (Bracts) มี 2 ขนาด ส่วนโคนประกอบด้วยกลีบประดับขนาดใหญ่ มีความกว้างกลีบ 2-3 ซ.ม. จะมีสีแดงขลิบขาวเรียงซ้อนกันอยู่และจะบานออก ประมาณ 25-30 กลีบ และมีกลีบประดับ ขนาดเล็กอยู่ส่วนบนของช่อดอก ความกว้างกลีบประมาณ 1 ซ.ม. ซึ่งมีสีเดียวกับกลีบประดับ ขนาดใหญ่ กลีบประดับเล็กนี้จะหุบเข้าเรียงเป็นระดับมีประมาณ 300-330 กลีบ ภายในกลีบ ประดับขนาดใหญ่ที่บานออกจะมีดอกจนิงขนาดเล็กกลีบดอกสีแดง ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศอยู่ จำนวนมาก ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างดอกประมาณ 14-16 เซนติเมตร ความยาวช่อ 10-15 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาว 30-150 เซนติเมตร ลักษณะก้านช่อดอกแข็งตรง ดอก จะออกตลอดปีแต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูร้อน คือ เดือนมีนาคม - พฤษภาคม ดอกจะ พัฒนามาจากหน่อดอกที่แทงออกมาจากเหง้าใต้ดินลักษณะของหน่อจะมีสีชมพู ที่ปลายหน่อ

พันธุ์
ปัจจุบันพันธุ์ดาหลาที่ปลูกตัดดอกมีอยู่ 2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์สีแดง

การขยายพันธุ์
ดาหลาสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
1. การแยกหน่อ
ควร แยกหน่อที่มีความเหมาะสมนำไปปลูกคือ สูงประมาณ 60-100 ซ.ม. ขึ้นไปและมีกิ่งอ่อนกึ่งแก่นประมาณ 4-5 ใบ ใช้มีตัดให้มีเหง้า และรากติดอยู่ด้วย ซึ่งหน่อชนิดนี้จะมีหน่อดอกอ่อน ๆ ติดมาด้วยประมาณ 3 หน่อ นำไปชำในถึงพลาสติก 1 เดือนเพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนปลูก
2. การแยกเหง้า
โดยการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น แล้วนำไปชำในแปลงเพาะชำ วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะเริ่มให้ดอก
3. การปักชำหน่อแก่
โดยนำไปชำในแปลงเพาะชำให้แตกหน่อใหม่แข็งแรง แล้วจึงค่อยย้ายมาปลูกลงแปลง

การปลูก
โดย ใช้หน่อที่มีเหง้าและรากติดมาด้วย เหง้าที่ตัดมาควรมีความยาวประมาณ 5 นิ้ว โดยสังเกตุให้หน่อนั้น ๆ มีใบติดมาประมาณ 4 คู่ใบ ปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้ แล้วทำการกลบดินให้สูงประมาณ 6 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม อาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพอกทับโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนี้ควรหาไม้หลักมาผูกติดกับลำต้นกันต้นโยก

การดูแลรักษาดาหลา
การให้ปุ๋ย
จะ ให้ปุ๋ยดาหลาประมาณ 2 - 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) ในอัตรา 96 กก./ไร่/ปี และให้ปุ๋ยคอกในอัตรา 15 กก./ต้น/ปี นอกจากนี้อาจใช้อินทรีย์วัสถุที่ผุพังแล้ว เช่น ใบไม้ต่าง ๆ หรือลำต้นแก่ของดาหลา, วัชพืชที่ขึ้นตามท้องร่อง มาเป็นปุ๋ยหมัก หรืออาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพูนใส่ตามโค้นต้น ซึ่งดินแลนนี้จะมีอินทรีย์วัตถุสูง

การให้น้ำ
ดา หลาเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณที่มากพอสมควร โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกของการปลูก ควรรดน้ำให้ชุ่ม โดยใช้แครงสาดวันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นดาหลาตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้น้ำจากวันละครั้งออกไปเป็น ประมาณ 2-3 วันต่อครั้ง แต่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ ถ้าเป็นฤดูร้อนควรเพิ่มการให้น้ำมากขึ้นโดยใช้ระบบการให้น้ำแบบพ่นฝอย (springkler) บนแปลงที่ไม่ยกร่อง

การป้องกันกำจัดวัชพืช
ดา หลาเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว แตกหน่อได้มาก ทำให้กอแน่นใบบังแสงซึ่งกันและกัน การกำจัดวัชพืชจะต้องกระทำมากในช่วงแรกของการปลูก เมื่อดาหลาโตมาก ๆ จะทำให้แสงที่ส่องผ่านมากระทบพื้นดินน้อย วัชพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จึงไม่ต้องทำการกำจัดวัชพืชมากนัก

โรคและแมลง
ยังไม่พบโรคที่เป็นปัญหาสำคัญกับดาหลา แต่มีแมลงสำคัญดังนี้

1. หนอนเจาะลำต้น
ลักษณะการทำลาย
เข้าทำลายต้นแก่ โดยไปเจาะบริเวณลำต้น ทำให้ต้นดาหลาหยุดชะงักการเจริญเติบโต และไม่สามารถให้ออกดอกได้
การป้องกันกำจัด
ใช้ฟูราดาน 3% โรยบริเวณรอบ ๆ โค้นต้น หรืออาจใช้เซฟวิน

2. มดแดง
ลักษณะการทำลาย
กรดจากสิ่งขับถ่ายของมดแดงจะทำให้กีบดอกเกิดรอยขาวเป็นจุด ๆ
การป้องกันกำจัด
เก็บรังมดแดงออกจากต้น และใช้ย่าฆ่ามด

วันพุธ, ธันวาคม 30, 2552

Moi-Même

- Je suis dynamique , sociable , curieuse , ambitieuse et confiante

- Je n'aime pas les gens qui sont agressive , nerveuse , capricieuse , sensible et timide

- Je suis dynamique , ambitieuse et curieuse

วันเสาร์, ธันวาคม 19, 2552

ทานอย่างไรให้ปลอดภัยทุกมื้อ

ส่วนใหญ่คนเรามักให้ความสำคัญกับความเอร็ดอร่อยจนลืมระวังผลเสียที่จะส่งผลกระทบ ต่อร่างกายในภายหลัง บางคนอาจไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าร่างกายของเราจะสามารถรับอาหารเหล่านั้นได้ มากน้อยเพียงใด ทั้งที่อาหารนานาชนิดนั้นมีประโยชน์แต่ก็มักจะแฝงโทษไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันบางชนิด อย่างเช่น อาหารโปรตีนที่มีมันติดหนังเป็นอาหารที่มีรสชาติเอร็ดอร่อยถูกคอถูกลิ้นนัก กินอย่างยิ่ง เช่น เมนูนักชิมยกนิ้ว อย่างสะโพกไก่ปิ้ง ย่าง อบ ทอด หมูหันที่มีหนังบางกรอบ เนื้อติดไขมันเป็นชั้นๆ หรือสเต็กเนื้อติดมันราดซอสครีมก็ล้วนซ่อภัยไว้ในรสชาติอร่อยได้ทั้งนั้น

อาหารที่มีโปรตีนสูงอีกหลายชนิด เช่น สมอง เครื่องในสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ จะมีกรดยูริกสูง ซึ่งกรงดชนิดนี้จะเข้าไปสะสมตามข้อต่อต่างๆ ของร่างกายทั่วตัว เมื่อสะสมไว้มากเข้ากรดจะตกผลึก ผลึกเหล่านั้นจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับหนึ่งก็จะแตก ความเป็นกรดจะละลายออกมาทำให้เนื้อบวม สร้างความเจ็บปวดทรมาน ซึ่งทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า "โรคเกาต์"

ส่วนอาหารไขมันสูงต่างๆ ทำให้ความอร่อยทั้งหลายกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย อันดับแรกคือโรคความดันโลหิตที่เคยปกติจะมีระดับสูงขึ้นเนื่องจากร่างกาย ต้องการโลหิตเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงไขมันที่เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณโลหิตที่ต้องการมากขึ้นความดันจึงต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัวอาการ ทีมักตามมาได้แก่เส้นโลหิตซึ่งเป็นทางลำเลียงโลหิตเข้าหล่อเลี้ยงสมองและ หัวใจจะอุดตันด้วยไขมันหากวันใดที่โลหิตเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ทัน ผลทางร่างกายที่เกิดขึ้นนั้นก็จะเริ่มตั้งแต่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต พิการ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้หากแก้ไขไม่ทัน
ดังนั้น หากรักสุขภาพของเราเองจึงควรเลือกทานอาหารให้เหมาะกับความต้องการของร่างกาย และรักษาระดับการทานไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อรักษาชีวิตไว้ให้นานเท่าที่จะนานได้ แต่หากว่าเรามีนิสัยการทานแบบทานทุกอย่างที่ขวางหน้าแล้วก็เท่ากับว่าเรา กำลังทำร้ายตัวเองอย่างช้าๆ และนำพาชีวิตสู่ความเจ็บป่วยโดยไม่รู้ตัว

การทานอาหารติดมันไม่ใช่ข้อห้าม ทว่า ควรเลือกทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ คือทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในทุกมื้อ และควรทานให้เหมาะกับความต้องการพลังงานของร่างกาย ไม่มากเกินไปแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป ที่สำคัญอย่าเห็นแก่ความอร่อยจนลืมคุณค่าของสารอาหารในแต่ละมื้อ โดยปรกติแล้วเรามักจะได้รับอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันกันอยู่แล้ว แต่ต้องไม่บืมผักสดนานาชาติและผลไม้ซึ่งควรทานเป็นจานหลักไม้แพ้กัน และควรทานให้ได้สัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง คือ ผักครึ่งหนึ่ง รวมกับอาหารเมนูอื่นๆ ครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะผักนั้นอุดมไปด้วยเกลือแร่ที่เสมือนเป็นทางด่วนอำนวยความสะดวกให้ร่าง กายนำพาสารอาหารอื่นๆ ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์, ธันวาคม 14, 2552

อาหารเช้ากับการเรียน


คนส่วนใหญ่นิยมกินอาหารวันละ 3 มื้อ แต่บางคนอาจจะกินเพียงวันละ 2 มื้อ หรือมากกว่านี้ ในคนที่กินอาหารเพียง 2 มื้อ มักจะงดเว้นมื้อเช้า ด้วยเหตุผลต่างๆกัน เช่น ต้องตื่นแต่เช้าเร่งรีบไปเรียนหรือทำงาน ใช้เวลาในการเดินทางนาน ไม่มีเวลาพอ สำหรับการเตรียมอาหารเช้า และบางคนงดกินอาหารเช้าด้วยเหตุผลที่ต้องการลด น้ำหนัก การงดรับประทานอาหารมื้อเช้า จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อาจทำให้ร่างกายได้รับ พลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากกระเพาะ อาหารของคนเรามีขนาดความจุที่จำกัดสำหรับการกินอาหารแต่ละครั้งโดยเฉพาะ ในเด็กวัยเรียนซึ่งมีขนาดของกระเพาะอาหารเล็กกว่าผู้ใหญ่ ในขณะที่ความต้องการ พลังงานและสารอาหารต่อหน่วยน้ำหนักมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นวัยที่ยังมีการ เจริญเติบโต จึงจำเป็นต้องกินอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ

โดยปกติคนเราจะพักผ่อนด้วยการนอนหลับวันละประมาณ 8-12 ชั่วโมง ในช่วง เวลานี้การใช้สารอาหารต่างๆ จะยังดำเนินไปตลอดเวลา ปริมาณสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงหลังจากที่เราพักผ่อนนอนหลับ จึงจำเป็นต้อง กินอาหารเพื่อเพิ่มระดับสารอาหารในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติสำหรับการทำ กิจกรรมต่อไป การงดไม่กินอาหารเช้าในเด็กนักเรียน ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจึงพบว่า ในช่วงสายของวันเด็กจะรู้สึกหิว กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิในการเรียนขาดความฉับไว ในการคิดคำนวณหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เกิดการผิดพลาดได้มากกว่า และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจะด้อยกว่าเด็กที่รับประทานอาหารเช้า ทั้งนี้เนื่องจาก สมองของคนเรา ต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อไปหล่อเลี้ยง นอกจากนี้เด็กจะไม่มีกำลัง สำหรับการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายอีกด้วย อาหารเช้าจึงเป็นมื้อที่มีความสำคัญ ยิ่งสำหรับเด็กวัยเรียน และวัยรุ่น อาหารเช้าที่เหมาะสมควรประกอบด้วยอาหารที่มีโปรตีนสูงพอควรทั้งนี้เพื่อ คงสภาวะระดับน้ำตาลในเลือดของเด็กให้สูงอยู่เป็นเวลา ที่ยาวนาน จะทำให้เด็กมี ความสามารถในการเรียนรู้และประกอบกิจกรรม ที่ต้องใช้กำลังงานได้ดีขึ้น

วันจันทร์, ธันวาคม 07, 2552

ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง





แผ่นดินที่ทรงครอง..........แผ่นดินทองแผ่นดินธรรม
คราวเข็ญเข้าครอบงำ........ทรงดับเข็ญทุกคราวครัน
เหน็ดเหนื่อยนั้นหนักนัก.....ทรงงานหนักอเนกอนันต์
วันพักเพียงสักวัน.............ก็แสนน้อยดูนานเกิน
วังทิพย์คือท้องทุ่ง............ม่านงานรุ้งคือเขาเขิน
ร้อนหนาวในราวเนิน.........มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์
ย่างพระบาทที่ยาตรา.........ยาวรอบหล้าฟ้าสากล
พระเสโทที่ถั่งท้น.............ถ้าไหลรวมคงท่วมไทย
หมายเหตุ:คัดลอกเพียงบางส่วนจากกาพย์เห่เรือฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ในตอนที่ฉันยังเด็ก ทุกวันก่อนเข้านอน ย่าของฉันมักจะบอกว่า “อย่าเพิ่งนอน ดูในหลวงก่อน” เพราะช่วงเวลา 20.00 น. เป็นเวลาที่โทรทัศน์ทุกช่องจะเสนอข่าวในพระราชสำนัก ย่าจะตั้งใจดูมาก บางครั้งย่าก็ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว บางครั้งก็น้ำตาไหลดูไปยิ้มไป จนกลายเป็นภาพที่คุ้นชินตั้งแต่ยังเด็กที่ได้เห็น “ในหลวง” ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ผ่านทางโทรทัศน์ และในสมองน้อย ๆ ก็มีคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไมในหลวงไม่อยู่ในวัง เหมือนที่เคยเห็นในการ์ตูน
เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเติบโตขึ้น ย่าของฉันได้เสียชีวิตลง แต่
พระราชกรณียกิจของในหลวงยังทรงดำเนินอยู่ แนวทางตามพระราชดำริยังเป็นแนวทางที่ช่วยขจัดทุกข์ให้คนไทยเสมอมา
ในปี 2549 นี้ เป็นปีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จึงถือว่าเป็นปีมหามงคลยิ่ง ที่คนไทยได้มีโอกาสรับรู้ถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง 60 ปี รวมทั้งได้มีโอกาสศึกษาและทำความเข้าใจแนวทางพระราชดำริ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ภายในงานจะแบ่งเป็น นิทรรศการ
พระราชประวัติ
1 . สืบราชสันตติวงศ์ แสดงให้เห็นถึงการสืบสันตติวงศ์แห่งราชวงศ์จักรี ตลอดจนพระอัจฉริยภาพของพระบูรพมหากษัตริยธิราชเจ้าแห่งพระบรมราชวงศ์จักรีแต่ละพระองค์
2. เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เป็นห้องแสดงพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพ จวบจนเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ การแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อครั้นทรงพระเยาว์ที่หาดูได้ยาก
3. พระคู่พระบารมี นำเสนอเรื่องราวเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบ ม.ร.ว. สิริกิติ์ กิติยากร จวบจนเข้าสู่
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493
4. พระปฐมบรมราชโองการ จัดฉายวีดีทัศน์แสดงเหตุการณ์
พระราชพีธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชพิธี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493
5. อัครศาสนูปถัมภก จัดแสดงพระราชกรณียกิจในการทรงเป็นองค์พุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงเอื้อเฟื้อดูแลศาสนาต่าง ๆ ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
6. เสด็จเยี่ยมราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น โปรดที่จะเสด็จเยี่ยมราษฎรของพระองค์มาตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ แม้ในระยะนั้น ถนนหนทางไปมายังไม่สู้สะดวกนัก
7. คนของแผ่นดิน กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อตั้ง
มูลนิธิอานันทมหิดลขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ
8.พระอัจฉริยภาพ จัดแสดงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านต่าง ๆ
9. เทิดไว้เหนือเกล้าชาวไทย แสดงให้เห็นถึงความซาบซึ้งและความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นิทรรศการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
1. ห้อง 60 ปีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในโอกาสและสถานที่ต่าง ๆ
2. แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ จัดจำลองป่าขนาดใหญ่ แสดงถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายโครงการ ทั้งในการป้องกัน การฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม การสงวนและอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำ การทำเกษตรที่สูง การปลูกป่า ตลอดจนการให้คนกับป่าอาศัยอยู่ร่วมกัน
3. แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรน้ำ จัดแสดงศิลปะและปรัชญาการบริหารทรัพยากรน้ำในแนวคิด “จากภูผา สู่มหานที”
4. แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรดิน เป็นการนำเสนอถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับดิน และแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องดิน
5.
เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ นำเสนอสาระเพื่อสื่อความหมายให้เห็นถึงอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมทั้งนำเสนอภาพชุมชนเล็ก ๆ ที่มีโรงเรียน มีสถานีอนามัย มีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่แข็งแรง อันเป็นพื้นฐานของสังคมไทยแต่โบราณ อีกทั้งยังมีการแสดงมหานาฏกรรมเฉลิมพระเกียรติเรื่อง “พระมหาชนก”
60 ปีกับพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย จึงไม่แปลกใจเพียงสักนิดเดียวว่า ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง

วันจันทร์, พฤศจิกายน 23, 2552

ทำไม1โหลถึงมี12ชิ้น



จำนวน 12 ในหนึ่งโหลของไทยนั้นสัมพันธ์กับระบบนับจำนวนของต่างชาติซึ่งมีคำว่า dozen (โดซเซ่น) หมายถึง 12 เช่นเดียวกัน ย้อนกลับไปหาที่มาคำว่า dozen ถือกำเนิดจากชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมียซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชนชาติแรกที่สร้างสัญลักษณ์การนับตัวเลขในชีวิตประจำวันด้วยการเปล่งเสียงเรียก ต่อมาในช่วง 3,100 ปี ก่อนคริสตกาล ......ชาวสุเมเรียนเขียนจำนวนตัวเลขเป็นรูปลิ่ม และสร้างระบบจำนวนขึ้นมาจากฐาน 60 ซึ่งง่ายต่อการหารด้วยจำนวนต่างๆ แบ่งเป็นแฟ็กเตอร์ (ส่วนที่คูณกันขึ้นเป็นจำนวน) ได้แก่ 2, 3, 4, 5, 6, 10, 12, 15, 20, และ 30 คำว่า dozen มีความหมายมาจาก "5 ส่วนของ 60" (12 คูณ 5 เท่ากับ 60) ภาษาละตินหมายถึง 12 ขณะที่ชาวโรมันถือว่าเลข 12 เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาสร้างระบบการนับปี แบ่งให้มี 12 เดือน ส่วนพ่อค้าแม่ขายในในสมัยโบราณก็นิยมใช้ 12 ขายของ เพราะสะดวกและแยกส่วนได้ง่ายกว่าเลข 10 และใช้เรื่อยมาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า ในช่วงยุคกลางของอังกฤษพ่อค้าขนมปังจะต้องถูกลงโทษหนัก หากตัดขายขนมปังในน้ำหนักที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่พ่อค้าขนมปังในยุคนั้นก็ไม่ได้มีความรู้นับจำนวนอะไร กลัวจะพลาดระหว่าง 11 ก้อนกับ 12 ก้อนจึงหันไปใช้วิธีกันเหนียว คือตัดขนมปัง 13 ก้อนเวลาที่จะขายขนมปังหนึ่งโหล กรณีนี้หนึ่งโหลเลยมี 13 ชิ้น ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ส่วนนักจิตวิทยาบางคนเคยทดสอบความแตกต่างระหว่างคนที่ชอบเลข 12 มากกว่าเลข 10 ว่าเป็นคนที่ยืดหยุ่นและอ่อนโยนกว่า อันนี้ก็ฟังไว้เล่นๆ ได้ ข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย ระบุว่า โหลมาจากภาษาอังกฤษว่า Dozen รากศัพท์ภาษาละตินว่า duodecim เชื่อว่าเป็นการนับเลขรวมกลุ่มแบบแรกๆ เพราะตัวเลข 12 มาจากฐานการนับรอบดวงจันทร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ รู้จักว่าเป็นระบบจำนวนฐานสิบสอง หรือทวาทิศนิยม (duodecimal system) 12 โหลเรียกว่า 1 กุรุส (a gross) การนับโหลสะดวกสบายเพราะตัวคูณและพหุคูณคิดได้ง่าย เช่น 12 เท่ากับ 3 X 2 X 2 หรือ 360 เท่ากับ 20 X 3